2006/Nov/10

ฟังจากชื่อแล้วก็น่าจะเดาออกเน๊อะว่ามันน่าจะต่างกัน
แต่เรามาอ่านกันดีกว่าว่ามันยังงัย อิอิ


ใครที่ผูกนาฬิกาบ่อยๆ จนติด
คงจะรู้สึกได้ในวันที่นาฬิกาหายไปจากข้อมือ
ฉันเองก็เป็นคนที่ผูกนาฬิกามาตลอด
หากวันไหนลืมจะรู้สึกว่าบางอย่างมันหายไป
มันว่างๆ และขัดเขินทุกครั้งที่ยกข้อมือที่ว่างเปล่าขึ้นมาดู
เมื่อราวสองปีก่อนที่นาฬิกาเรือนโปรดของฉันพัง

ด้วยความไม่มีสติเอาข้อมือไปทุบผนังห้องน้ำเล่นๆ
โชคร้ายที่มือไม่เป็นอะไร นาฬิกาต่างหากที่พินาศ กระจกร้าว
ฉันถอดมันออกวางไว้ไม่ยอมเอาไปซ่อม
ด้วยว่ารู้สึกถึงภาพเก่าและวันเวลาที่เก็บอยู่ในนั้น
ฉันคิดโง่ๆ ว่าภาพเหล่านั้นจะตายไปพร้อมนาฬิกา
ฉันเลิกผูกนาฬิกา


และพบว่าตัวเองมีอาการยกข้อมือเก้อ-เก้ออยู่เป็นเวลานานพอดู

ความเคยชินเกิดขึ้น
เมื่อเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นประจำในระยะเวลานานพอควร
และยังคงความเคยชินอยู่
เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งนั้นหายไปในระยะแรกๆ
จนเวลาผ่านไปนาน

ฉันจึงเริ่มชินกับการแอบมองเข็มนาฬิกาบนข้อมือคนอื่น


เวลาผ่านไป พร้อมกับบาดแผลที่เริ่มเลือนหาย

ฉันตัดสินใจซ่อมนาฬิกา
นาฬิกาเรือนโปรดเรือนนั้นก็กลับมาอยู่บนข้อมือฉันได้เกือบอาทิตย์กว่าแล้ว
เมื่อมันกลับมาวันแรกๆ ฉันรู้สึกไม่คุ้น

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่คุ้น

ฉันยังแอบมองนาฬิกาบนข้อมือคนอื่นอยู่เหมือนเดิม
ฉันรู้สึกเขินแกมขำทุกครั้งที่แอบมองข้อมือคนอื่น
ทั้งๆ ที่มีนาฬิกาอยู่บนข้อมือของตัวเอง
ฉันนึกถึงใครบางคนที่มักจะปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มเสมอๆ

ในบางช่วงที่เขาหายหน้าหายเสียงไป
ฉันรู้สึกขาดๆ แต่ก็เพียงชั่วเวลาสั้นๆ
ในบางครั้งฉันพอใจที่มีเขาอยู่ใกล้ๆ ในวันที่ไม่แข็งแรง

แต่ในบางครั้งฉันกลับรู้สึกพอใจ

กับการได้เดินคนเดียว-เดี่ยว-เดี่ยวในวันว่าง
หรือเป็นความผูกพัน หรือเป็นเพียงความเคยชิน

หัวใจฉันยังตอบคำถามได้ไม่กระจ่างชัดนัก
"คนเราจะรู้ค่าก็ต่อเมื่อเราสูญเสียสิ่งนั้นไป"

ฉันมักได้ยินใครๆพูด
แต่ฉันกลับคิดว่าหากฉันยังมองไม่เห็น
ฉันน่าจะยอมเสียไปดีกว่าเพื่อให้ซึ้งถึงคุณค่านั้น

ฉันไม่อยากเอาเปรียบเขา

หากจะรั้งเขาไว้ด้วยความคุ้นเคยที่ไม่ใช่ความผูกพัน
ฉันไม่อยากโกหกตัวเอง
หากจะรั้งเขาไว้ด้วยความไม่แน่ชัด
ฉันมีคำถามที่ยังขบไม่แตกกับคำว่า

ผูกพัน หรือว่าจะเป็นแค่คุ้นเคย

บางทีมันอาจจะเป็นการดี
หากฉันจะอยู่ห่างหรือตัดขาด
เพื่อให้รู้จักหัวใจของตัวเองมากขึ้น

กับใครบางคนที่ขาดหายไปจากชีวิต

อาจเป็นเหมือนนาฬิกาที่ขาดสาย
อาจรู้สึกแปลบๆ และมองหากับการหายไปในช่วงแรก
แต่ไม่นาน.คงจะชิน

2006/Nov/03

มีนักบวช นิกายเซ็นรูปหนึ่ง

กิจวัตรประจำวันของท่านในยามเย็นคือการล้างชาม
ท่านมีความสุขกับการล้างชามมาก
ไม่ว่าชามกองโตขนาดไหน ท่านก็ไม่เคยบ่น


ในขณะที่นักบวชรูปอื่น(ยังวัยรุ่นอยู่)
รู้สึกเบื่อหน่าย และมักจะล้างแบบรีบเร่ง
เพื่อจะได้ไปทำอย่างอื่น
เช่น ดื่มน้ำชา ดูทีวี

จนวันหนึ่ง

ก็มีคนมาถามท่านว่า
ทำไมท่านจึงมีความสุข กับการล้างชาม
ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่อยากจะทำ

ท่านตอบว่า

"เราล้างชาม...เพื่อล้างชาม เราไม่ได้ล้างชามเพื่อให้เสร็จ"

คนถามก็ยังสงสัย

"หมายความว่าอะไรครับท่าน"

นักบวชท่านนั้นก็ตอบว่า

"เวลาท่านจะทำสิ่งใด....จงทำสิ่งนั้น และมีความสุขอยู่กับมัน อย่าเอาจิตใจ ไปให้กับสิ่งอื่น"

ถ้าท่านรีบล้างจานให้เสร็จเร็วๆ เพื่อจะไปดื่มน้ำชา

หรือท่านคิดจะล้างให้เสร็จเร็วๆ เพื่อจะไปดูทีวี
ท่านจะเป็นทุกข์ เพราะงานที่ท่านคิดจะทำ มันยังไม่เสร็จ

ดังนั้น....เราจึงล้างชาม..เพื่อล้างชาม ไม่ได้เพื่อจะรีบไปดื่มน้ำชา
หรือดูทีวี"


"อ่า....ข้าเข้าใจแล้ว..."

2006/Nov/01

ดีไม่ดี...อยู่ที่ใจเรา

หัวเราะ...เมื่ออยากหัวเราะ

ร้องไห้...เมื่ออยากร้องไห้

และต้องหัวเราะให้ได้หลังร้องไห้ทุกครั้ง!

อย่าทำอะไรที่ไม่อยากทำ...

จงทำอะไรที่ใจอยากทำ...!

ตัวหนังสือ...เขียนผิด...ลบได้

การกระทำ...ทำผิด...เอาอะไรลบ

นึกว่าหมากำลังไล่ฟัดซิ...!

จะได้รีบวิ่งรี่เข้าเส้นชัย...

...ล้มเมื่อไหร่จะได้รีบลุก...

ทุกย่างก้าว ของ ความฝัน คือ ย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย

ทุกย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย คือ ก้าวย่าง ของ ความสำเร็จ

ต่อให้ทุกข์ที่สุด....ก็ต้องผ่านพ้นไปจนได้

เมื่อเรานั่งมองอดีต เรายังผ่านทุกข์มาได้ตั้งหลายทุกข์

ก็ในเมื่อ..ชีวิต...มันยังมีชีวิต

ขอแค่อย่าทุกข์ก่อนเจอทุกข์

หลังทุกข์ อย่าทุกข์อีก

ให้ทุกข์ แค่ตอนทุกข์

แล้วทุกข์ที่สุด...ก็จะเป็น ทุกข์ แค่นี้เอง!

ให้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ด้วยหัวใจ

ให้หัวใจตระหนักในหน้าที่....

แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าหน้าที่เป็นหน้าที่

แต่เป็นการกระทำที่เกิดจาก...หัวใจเรียกร้อง...ต่างหาก

ดีไม่ดี...อยู่ที่ใจเรา...

ถ้าใจเรา...คิดดี เราก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ

ถ้าเรามองในทางที่ดี...ใจเราก็จะรู้สึกดี

ถ้ากำลังใจดี...สิ่งเลวร้าย...ก็จะคลี่คลายเป็น...ดี!